คำถามน่ารู้ > ผ้าเช็ดหน้า

ผ้าเช็ดหน้า
เคยมีปัญหาที่ไม่ได้คำเฉลยอยู่บ่อยๆ ตั้งใจมาเขียนหลายครั้งแต่ไม่มีโอกาส แต่คราวนี้จำเป็นต้องหาโอกาส เพราะอยากรู้ว่า ใครเป็นผู้ริเริ่มใช้ผ้าเช็ดหน้าผ้าสี่เหลี่ยมผืนน้อยที่เราใช้เช็ดหน้าเช็ดมือหรือแม้กระทั่ง "อ่อยเหยื่อ" (ซึ่งเป็นวิธีที่ออกล้าสมัยเสียแล้ว) ฝรั่งเรียกว่า handkerchief หลายคนจึงสงสัยวว่าทำไมเป็น hand หรือเขาจะใช้เช็ดแต่มือ ?

ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 กะลาสีเรือชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งกลับจากดินแดนทางตะวันออกพร้อมผ้าลินินน้ำหนักเบาผืนใหญ่ ซึ่ง พวกเขาได้เห็นชาวนาจีนใช้คลุมศรีษะกันแดด ผู้หญิงฝรั่งซึ่งชอบการแต่งเนื้อแต่งตัวอยู่แล้ว นึกชอบใจ คุณสมบัติของผ้าลินินจึงดัดแปลงและเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยของผ้า โดยเรียกอาภรณ์สำหรับศรีษะชิ้นใหม่ ตามวัตถุประสงค์เดิมว่า "couvrechef " แปลว่า "การคลุมศรีษะ" คนอังกฤษรับเอาการแต่งกายแบบนี้มา และเรียกให้เป็น ภาษาอังกฤษว่า "kerchie" ต่อมาเนื่อง จากคนส่วนใหญ่มักถือผ้าไว้ติดมือมากกว่าจะใช้คลุมศรีษะก็เมื่อออกไปอยู่กลางแจ้ง ผ้าชนิดนี้จึงกลายเป็น "hand kerchief "

ในระยะแรก "hand kerchief " ยังไม่เป็น "hankerchief" หรือผ้าเช็ดหน้าอย่างปัจจุบันเลยทีเดียว ที่ประเทศจีน ผู้ใช้ผ้า คลุมศรีษะคือหญิงชาวนา แต่ในยุโรปกลับเป็นผุ้หญิงในสังคมชั้นสูง ซึ่งอันที่จริงพวกเธอก็ถือร่มกันแดดอยู่แล้ว ผ้าคลุมศรีษะ จึงถือเอาไว้เป็นแฟชั่นเสียมากกว่า ภาพวาดและภาพเขียนในสมัยนั้นจำนวนมาก ที่เป็นภาพผู้หญิงถือร่ม โดยที่มืออีกข้างหนึ่ง ถือผ้าคลุมศรีษะที่ต้ดเย็บอย่างประณีตงดงามกรีดกรายไปมา และอาจทำ "หล่น " ด้วยความเขินอาย ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผ้าคลุมศรีษะที่ทำจากผ้าไหมซึ่งบางผืนใช้ด้ายเงินและทองมีราคาแพงมาก ถึงกับถูกระบุเป็น ทรัพย์สินมีค่าไว้ในพินัยกรรม ด้วย ในสมัยพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ จากผ้าลินินก็เริ่มวิวัฒนาการ เป็นลูกไม้ปักชื่อย่อของคนรักเป็นตัวหนังสือ ในพื้นที่ 4 ตารางนิ้ว มุมผ้าด้านหนึ่งเป็นพู่ห้อย คนเรียกผ้าชนิดนี้ว่า "พู่แห่งรักแท้ " กันอยู่ช่วงหนึ่งฝ่ายสุภาพบุรุษจะจีบผ้า ซึ่งมีชื่อย่อภริยาปักอยู่ติดเข้าไว้กับผ้ารอบหมวก ส่วนสุภาพสตรีก็เหน็บ "พู่แห่งรักแท้" ที่ได้มานี้ไว้ที่อกเสื้อ แล้วจากผ้าคลุม ศรีษะของหญิงชาวนาจีนกลายมาเป็นผ้าที่เราใช้เช็ดเหงื่อ เช็ดน้ำมูก กันตามหน้าที่อย่างในปัจจุบันกันเมื่อไหร่ ?ก็คงจะหลัง จากที่ผ้าชนิดนี้เข้ามาแพ่รหลายในยุโยปไม่นานนัก แต่ผ้าที่ใช้เช็ดน้ำมูก สมัยนี้ค่อนข้างแตกต่างจากในปัจจุบัน ตลอดยุคกลาง คนจัดการให้จมูกของตัวเองโล่งขึ้นด้วยการสั่งน้ำมูก พรืดออกมาในอากาศ แล้วหาอะไรก็ได้ที่ใกล้มือเช็ดจมูกซึ่งส่วนใหญ่ก็ ใช้แขนเสื้อนั่นแหละในสมัยโรมัน สถาบันที่ดูแล เรื่องวัฒนธรรมพยายามให้ประชาชนเลิกพฤติกรรมดังกล่าว คนจึงหันมาใช้ ผ้าที่เรียกว่า sudarium แปลว่า ผ้าซับเหงื่อแต่ใช้สำหรับทั้งเช็ดหน้าผากในวันที่อากาศร้อนและสั่งน้ำมูกด้วย อย่างไรก็ดี การปฎิบัติเพื่อความสุภาพ นี้ก็เสื่อมไปพร้อมอาณาจักรโรมัน

การติเตียนเรื่องการใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกมีบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ( แต่ไม่ได้ตำหนิเรื่องการ สั่งน้ำมูกด้วยวิธีนั้น ) ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีผ้าเช็ดหน้าแล้ว ในปี ค.ศ. 1530 อีรัสมัสแห่งรอตเทอร์ดาม ผูบันทึกเรื่องราว ทางจารีตประเพณี เขียนข้อแนะนำไว้หนังสือมารยาทว่า" การเช็ดน้ำมูกด้วยแขนเสื้อเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพ ใช้ผ้าเช็หน้าดีกว่า เชื่อฉันสิ "

ศตวรรษต่อมาคนก็เริ่มนิยมใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำมูกกันมากขึ้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการค้นพบว่าเชื้อโรคแพร่ ในอากาศการใช้ผ้าเช็ดหน้าจึงเป็นที่นิยมกันมากยิ่งขึ้น

ผืนผ้าที่คนเพียงแต่ถือกรีดกรายติดมือ จึงกลายเป็นผ้าเช็ดหน้าอย่างสมภาคภูมิด้วยประการฉะนี้

คัดลอกจาก http://kids.mweb.co.th
แก้ไข : นายธวัฒชัย ใบโสด

 
 

ออกแบบและจัดทำโดย ครูธวัฒชัย ใบโสด
โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑
๑๓๕ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๒๐๐