กีฬา น่ารู้ > ขี่จักรยาน

กีฬาขี่จักรยาน : Cycling

จักรยานคันแรกได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2377 โดย Kirkpatrick Mcmillan แห่งสกอตแลนด์ ได้ดัดแปลงแบบมาจาก Jeen Theson หลักฐานนี้ได้พบในอียิปต์และในปอมเปวี ซึ่งได้เขียนภาพไว้บนผนังปูน
จักรยานได้วิวัฒนาการมาตามลำดับ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2408 Pierre Michaux และ Pierre Lallement ได้ประดิษฐ์จักรยานขึ้นใหม่ โดยมีบันไดถีบเหมือนจักรยานในปัจจุบัน และมีสายโซ่โยงไปยังเพลาล้อหลัง แต่อย่างไรก็ตามจักรยานในสมัยก่อนยังไม่มีล้อกันสะเทือน ทำให้เวลาเคลื่อนที่จะสะเทือนมาก
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2422-2428 ได้มีการดัดแปลงให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ได้ถูกออกแบบใหม่และปรับปรุงให้ดีขึ้นโดย J.K. Starley มีการอัดลมเข้าไปในยางรถเพื่อกันสะเทือน ในปี พ.ศ. 2436 ประดิษฐ์เบรกให้รถหยุดได้ตามต้องการในปี พ.ศ. 2441 มีผู้ออกแบบให้รถมีล้อหน้าและล้อหลัง จนในที่สุดจักรยานก็มีสภาพเหมือนในปัจจุบัน
การแข่งขันจักรยานครั้งแรกเป็นการแข่งขันจากนครปารีสไปเมืองรูออง ประเทศผรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2412 โดยมีนักจักรยาน ชื่อ James Moore ชาวอังกฤษเป็นผู้ชนะเลิศ สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (International Cycling Union หรือ Union Cycling International, U.C.I) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2443 ณ นครปารีส ประเทศฝรั่งเศสเป็นประธานสหพันธ์คนแรก
ในปี พ.ศ. 2507 เมื่อมีการแข่งขันจักรยานจึงได้มีนักกีฬาจักรยานอาชีพเข้าร่วมแข่งขันกับนักกีฬาสมัครเล่นด้วย ทำให้นักจักรยานสมัครเล่นเกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ดังนั้น ระหว่างที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 18 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ขอร้องให้สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (U.C.I.) ได้แยกนักกีฬาจักรยานอาชีพกับนักกีฬาจักรยานสมัครเล่นออกจากกัน โดยมีการบริหารแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การแข่งขันจักรยานสมัครเล่นครั้งแรกได้เกิดขึ้นในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 19 ปี พ.ศ. 2511 ณ กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก เป็นต้นมา

แบบต่างๆ ของการแข่งขันมีดังนี้
1. การแข่งขันจักรยานแบบไทม์ไทรอัล มีทั้งประเภทลู่และถนน เป็นการแข่งขันที่ใช้เวลาเป็นหลัก คือในเวลา 1 ชั่วโมง จะขี่จักรยานได้ระยะทางเท่าไร สรุปก็คือเป็นการแข่งขันกับเวลา นักจักรยานจะต้องแข่งกับเวลานักจักรยานคนใดทำเวลาได้น้อยที่สุดถือเป็นผู้ชนะ ถ้าทำเวลาได้ดีที่สุดทั้ง 3 คน ก็ให้เป็นที่ 1 ทั้ง 3 คน
2. การแข่งขันจักรยานแบบสปริ้นท์ การแข่งขันนี้เปรียบเหมือนการเล่นหมากรุกบนจักรยาน ต้องใช้กลวิธีต่างๆ อย่างสมบูรณ์เป็นการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนานที่สุด
เริ่มต้นแข่งขันจะไม่ใช้ความเร็ว นักจักรยานที่จับฉลากได้จะเป็นผู้ขี่นำในรอบที่ 1 จะขี่เร็วหรือช้าก็ได้ นักจักรยานอีกคนหนึ่งจะขี่ตามหลังไม่ยอมขึ้นหน้า พอครบรอบที่ 1 หรือขึ้นรอบที่ 2 ก็จะเร่งความเร็วขึ้นหรืออาจช้ากว่าเดิมก็ได้ จะขี่ฉวัดเฉวียนกันขึ้นๆลงๆ บนพื้นเวลโลโดม หาจังหวะของคู่ต่อสู้เผลอบางครั้งก็แกล้งหลอกให้คู่ต่อสู้เป็นผู้ขี่อยู่ข้างหน้า เมื่อเหลืออยู่อีก 200 เมตร จะถึงเส้นชัยก็จะสปริ้นท์แข่งขันเข้าเส้นชัย ห้ามใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ในการที่จะทำให้เกิดการปะทะกัน จะต้องรักษาเส้นทางของตนไว้จนกว่าจะเข้าเส้นชัย
3. การแข่งขันจักรยานแบบเดี่ยวเปอร์ซูท คือการแข่งขันระหว่างนักจักรยาน 2 คน เริ่มคนละด้านของสนาม เมื่อเริ่มแข่งขันนักจักรยานทั้ง 2 คนขี่ครบ 4,000 เมตร แต่การแข่งขันอาจจบลงก่อนครบระยะทางได้ถ้าหากจักรยานคนหนึ่งไล่อีกคนหนึ่งทัน แต่ถ้าต่างคนต่างไล่กันไม่ทันใครขี่ครบระยะทางก่อนถือเป็นผู้ชนะ
การไล่ทันกัน คือ เมื่อชุดเฟืองโซ่ของคู่แข่งขันมาอยู่ในระดับเดียวกันกับชุดเฟืองโซ่ของตน
การแข่งขันจักรยานแบบทีมเปอร์ซูท เป็นการแข่งขันระยะทาง 4 กิโลเมตรประกอบด้วยนักจักรยานทีมละ 4 คนเริ่มต้นแข่งขันโดยแต่ละทีมจะอยู่ตรงข้ามกัน และขี่เพื่อไล่อีกฝ่ายหนึ่งให้ทัน
การไล่ทัน คือ ถือเอานักจักรยานคนที่ 3 ของทีมที่ไล่มาอยู่ในระดับเดียวกันกับนักจักรยานคนที่ 3 ของอีกทีมหนึ่ง การขี่จะขี่เรียงกันจะเปลี่ยนกันขี่นำหน้าทุกๆ ครึ่งรอบหรือหนึ่งรอบจนกว่าจะครบระยะทาง 4,000 เมตร
การจับเวลาและจัดตำแหน่ง ถือเอาล้อหลังของนักจักรยานคนที่ 3 ของทีม ผ่านเส้นชัยไป
4. การแข่งขันจักรยานแบบฟอร์ทเรซ เป็นการแข่งขันประเภทลู่ที่มีระยะทางยาวที่สุด หรูหราที่สุด ความเร็วของจักรยานจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งนำหน้าบางครั้งก็หล่นไปอยู่ข้างหลัง ให้คะแนนทุกๆ 4 รอบ ในรอบให้คะแนนนักจักรยานที่ 1 ถึง 4 จะได้คะแนน 5, 3, 2, 1 ตามลำดับ การสปริ้นท์เอาคะแนนมี 18 ครั้ง สำหรับครั้งที่ 9 และครั้งสุดท้ายคะแนนจะเป็น 2 เท่าของธรรมดา นักจักรยานที่ได้คะแนนมากกว่าจะเป็นผู้ชนะถ้ายังเสมอกันให้ถือตำแหน่งเข้าเส้นชัยรอบสุดท้าย
5. การแข่งขันจักรยานแบบแมสสตาร์ท เป็นการแข่งขันคล้ายสปิ้นท์แต่จำนวนของจักรยานจะมากอาจจะเป็นกลุ่มๆ ละไม่เกิน 8 คน นักกีฬาคนที่เข้าเส้นชัยก่อนจะเป็นผู้ชนะที่ 1 แล้วเรียงไปจนคนสุดท้ายนักกีฬาจะสู้กันเต็มที่เมื่อเหลือระยะทาง 800 เมตร หรือ 400 เมตรเท่านั้น นอกนั้นจะคุมเชิงกันอยู่ตลอดทำให้ไม่หน้าเบื่อ จะสนุกก็ตอนท้ายเท่านั้น
6. การแข่งขันจักรยานแบบอีลิมิเนชั่น เป็นการแข่งขันเดี่ยว โดยคัดผู้ที่เข้าเป็นคนสุดท้ายในการสปริ้นท์ออก เริ่มแข่งขันให้ขี่ฟลายอิ้งสตาร์ตด้วยความเร็วปานกลาง 1 รอบ ถ้าสนามที่สั้นกว่า 330.33 เมตร ให้มีการสปริ้นท์ทุก 2 รอบ เมื่อเหลือ 2 คนสุดท้าย ตัดสินด้วยตำแหน่งล้อหน้าบนเส้นชัย
หมายเหตุ ทีมใดที่สตาร์ตผิดกติกา 3 ครั้ง ถ้าในรอบแรกจะถูกให้ออกจากการแข่งขัน ถ้าในรอบต่อไปจะถูกจัดให้เป็นอันดับสุดท้าย ถ้าในรอบชิงชนะเลิศจะถูกตัดสินให้เป็นที่ 2
7. การแข่งขันจักรยานแบบทีมระยะไกล ให้ใช้ระบบคะแนนนักจักรยานคนใดที่ผ่านเส้นชัยคนที่ 1 จะได้ 1 คะแนน คนที่ 2 จะได้ 2 คะแนน คนที่ 3 จะได้ 3 คะแนน และต่อไปจนครบทุกคน เมื่อครบรอบแล้วให้เอาคะแนนมารวมกัน ทีมใดได้คะแนนน้อยกว่าเป็นผู้ชนะถ้าคะแนนเท่ากันให้เอาเวลาของ 3 รอบมารวมกัน ทีมใดที่ทำเวลาน้อยที่สุดเป็นผู้ชนะ


อ้างอิง :
ข้อมูลภาพเคลื่อนไหวจากเว็บไซต์ Athens 2004 (http://www.athens2004.com)
หน่วยศึกษานิเทศน์, สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2541.
www.siamsport.co.th

 
 

ออกแบบและจัดทำโดย ครูธวัฒชัย ใบโสด
โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑
๑๓๕ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๒๐๐