บ้านเชียง (๑)

จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในลาว เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2360 ในรัชสมัย พระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวลาวพวนกลุ่มหนึ่งจากแขวงเชียงของ ได้พากันอพยพหลบลี้หนีภัยข้ามมาทางฝั่ง ตรงข้ามแม่น้ำโขง (ปัจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย) เมื่อถึงตรงบริเวณที่เรียกว่า ป่าดงแพง ชาวลาวกลุ่มนี้จึงได้ เข้าถากถางป่า สร้างบ้านเรือนขึ้น และเรียกชุมชนแห่งนี้ว่า "บ้านเชียง"

ประมาณปี พ.ศ. 2500 เริ่มมีชาวบ้านบางคนให้ความสนใจ กับเศษภาชนะดินเผาเขียนลายสีแดง ซึ่ง มักจะพบเห็นอยู่เสมอๆ เวลาที่ขุดดินในหมู่บ้าน ต่อมาหน่วยงานของกรมศิลปากรที่7 ได้เข้าไปสำรวจบ้านเชียงและ ได้รับมอบโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งจากชาวบ้าน แต่ก็ยังมิได้มีการค้นคว้าทางโบารณคดีใดๆ เกิดขึ้น จนปี พ.ศ. 2509 นักศึกษาวิชาสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ลูกชายเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยใน ขณะนั้น ได้เดินทางเข้ามาศึกษาเรื่องราวของบ้านเชียง และได้เก็บเอาเศษภาชนะดินเผาบางส่วน นำไปมอบให้ผู้ เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กองโบราณคดี กรมศิลปากร และนักโบราณคดีได้ลงความเห็นว่า เศษภาชนะดินเผาเหล่านั้น น่าจะเป็นของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในยุคโลหะ

ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดี ขึ้นเป็นครั้งแรกที่บ้านเชียงในปีต่อมา และได้พบหลักฐานทางโบราณ คดีจำนวนมาก ซึ่งนอกจากภาชนะดินเผาชนิดเขียนลายสีแดงและลายอื่นๆแล้ว ยังได้พบโครงกระดูกทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และโบราณวัตถุที่ทำด้วยหิน สำริด และเหล็ก อีกด้วย

ส่วนภาชนะดินเผาที่เขียนลายด้วยสีแดงนั้น เป็นวัตถุโบราณที่ ค่อนข้างจะมีลักษณะเด่นมาก เพราะเพิ่งจะมีการค้นพบเป็นครั้งแรก จึงได้มีการส่งเศษภาชนะดินเผาบางส่วน ไปหา อายุ ที่มหาวิทยาลัย เพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และจากผลการตรวจหาอายุในครั้งนั้น ปรากฎว่า เศษภาชนะดินเผาที่ส่งไปนั้น มีอายุอยู่ระหว่าง 7000-5000 ปีมาแล้ว ต่อมาได้มีการส่งเศษภาชนะดินเผาเขียนสีของบ้านเชียงไปหาอายุอีกที่ มหาวิทยาลัยนารา ประเทศญี่ปุ่น ได้รับผลการตรวจสอบว่ามีอายุ ประมาณ 6400 ปีมาแล้ว

และได้มีการค้นคว้า และวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกในเวลาต่อมา จึงได้ทราบว่า ภาชนะดินเผาลาย เขียนสีแดง ที่ขุดพบที่บ้านเชียงนั้น มิได้มีอายุเก่าแก่ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น แต่มีอายุเพียงราว 2200-1800 ปี มาแล้ว เท่านั้นเอง

ข่าวคราวการขุดพบโบราณวัตถุที่บ้านเชียง เป็นที่สนใจในหมู่นักสะสมของเก่าและพ่อค้าวัตถุ โบราณ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดการลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุขึ้นมากมาย ทั้งที่ บ้านเชียงและแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย วัตถุโบราณนานาชนิด รวมทั้ง ภาชนะดินเผาและเครื่องสำริด ได้ถูกราษฎร์ขุดขึ้นมาขายให้กับนักสะสมของเก่า แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และ แหล่งโบราณคดีที่สำคัญนับร้อยแห่งถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของขาวบ้าน เพียงเพื่อ สนองความต้องการของพวกบรรดาพ่อค้าและนักสะสมของเก่า โดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์และการค้นคว้าทาง โบราณคดีเลยแม้แต่น้อย

ในปีพ.ศ. 2515 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีขึ้นอีกครั้งที่ บ้านเชียง โดยทำการขุดค้นที่บริเวณวัดศรีโพธิ์ ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เปิดให้ ประชาชนผู้สนใจเข้าใจศึกษาหาความรู้ได้ และจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียงทั้งสองครั้งนั้น พอสรุปได้ว่า หลักฐานที่พบทั้งหมด น่าจะเป็นร่องรอยของผู้คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยได้แบ่งออกเป็น 3 สมัยคือ สมัยหิน ใหม่ สมัยสำริด และสมัยเหล็ก

ระหว่างปี พ.ศ. 2517-2518 กรมศลิปากร และพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการขุดค้นและวิจัยแบบสหวิทยา ที่บ้านเชียงอย่างละเอียดและต่อเนื่องถึง 2 ปี โดยได้รวมเอา นักวิชาการจากหลายสาขามาศึกษาและวิจัยร่วมกัน เช่น นักปฐพีวิทยา นักพฤกษศาสตร์ นักสัตวศาสตร์ รวมทั้งนัก ศึกษาฝึกงานโบราณคดี จากประเทศต่างๆ เช่น ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม ฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา

                      

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |


อ้างอิง :
" บ้านเชียง". ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ. 2549. [ระบบออนไลน์] .
http://www.baanjomyut.com/library/baanchiang/index.html

 
 

ออกแบบและจัดทำโดย ครูธวัฒชัย ใบโสด
โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑
๑๓๕ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๒๐๐