ความรู้เรื่อง Projector

รอบรู้โปรเจกเตอร์

เทคโนโลยีใช้กันอย่างโดเด่นมากสำหรับโปรเจกเตอร์ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ ระบบการแสดงภาพผ่าน LCD ซึ่งได ้รับความสำเร็จเหนือระบบ CRT ยิงแสงสามแชนแนล(RGB) ในแง่ของขนาดที่สามารถทำให้เล็กกว่าจนสามารถเคลื่อนย้ายได้ เล็กและสะดวก ในขณะที่ระบบเดิมอย่าง CRT ยังคงหลักปักฐานกับระบบใหญ่ๆ ที่อิงควาละเอียดสูงๆ ขนาด 1280 * 1024 พิกเซล และมีเอาต์พุตสว่างกว่า 2,000 Lumens ในขณะที่เทคโนโลยี LCD ขณะนี้สามารถทำได้เพียง 1,200 Lumens แต่ก็เพียงพอสำหรับการเป็รที่หนึ่งในตลาดโปรเจกเตอร์ขนาดกลางและเล็ก

ไม่มีใครเป็นแชมป์ตลอดกาล ณ วันนี้เทคโนโลยี LCD ถูกสั่นคลอนด้วยเทคโนโลยีใหม่ชื่อว่า DLP (Digital Light Processing) ซึ่งเป็นฃื่อใช้เรียกในท้องตลาด ในขณะที่จริงๆ แล้วจากชิ้นงานโบแดงของบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชื่อดังอย่าง Texas Instrument โดยใช้ชื่อว่า Micro-mirror หรืออีกชื่อคือ DMD ที่สามารถช่วยลดขนาดของโปรเจกเตอร์ลงไปได้ ซึ่งอาจทำให้ในอนาคตเราน่าจะเห็นโปรเจกเตอร์ขนาดเล็กลงไปกว่านี้ด้วยเทคโนโลยี DLP ถึงตรงนี้เรามาทราบรายละเอียดการทำงานของเทคโนโลยีแต่ละแบบเพื่อการเปรียบเทียบกันดีกว่าน่ะครับ

1.โปรเจกเตอร์แบบ LCD แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1.1 แบบ Single LCD

เป็นระบบที่ใช้กันมานานแล้ว หลักการทำงานก็คือ ใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่มีความสว่างส่องผ่านฟิลเตอร์ LCD ทั้งที่เป็นแบบ Passive หรือ Active TFT จำนวน 1 จอภาพซึ่งแสดงสัญญาณที่ได้รับจากแหล่งกำเนิดไม่ว่าจะเป็นสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ หรือวิดีโอ จากนั้นก็ให้ส่องผ่านไปยังเลนส์ขยายไปยังจอภาพ (หลักการทำงานจะคล้ายกับ LCD panel เพียงแต่ภาพที่ได้จะชัดเจนกว่า) ข้อดีของระบบนี้คงเป็นเรื่องของราคาที่ค่อนข้างถูกที่สุดในกลุ่ม แต่ก็ยังพบปัญหาเรื่องของแสงที่ดรอปลงไปจากการปิดกั้นของ LCD ค่อนข้างมาก และก็ยังมีปัญหาเรื่องของความร้อนสะสมอยู่บ้าง แต่หลายรุ่นก็ได้พัฒนาระบบระบายความร้อนจนสามารถใช้ได้ทนและนานขึ้น

1.2 แบบ Poly Si

เป็นเทคโนโลยีใหม่ของระบบ LCD ทางทีมงานเรียกกันเองว่า " ระบบหลาย LCD" ซึ่งมีหลักการทำงานที่ค่อนข้างจะซับซ้อนกว่าแบบแรกกล่าวคือ แต่เดิมที่เคยใช้ฟิลเตอร์ LCD เพียงชุดเดียวแสดงสีครบทั้งหมดก็เกิดปัญหาเรื่องของแสงดรอปมากดังนั้นวิธีนี้ จึงแยกฟิลเตอร์ LCD ที่อาจเป็น Active หรือ Passive TFT ออกเป็น 3 ชุด แต่ละชุดก็จะแปลงสัญญาณสี 3 สี แยกแต่ละสีคือ แดง เขียว และน้ำงิน แสงจากหลอดไฟจะส่องผ่านไปยังกระจกสะท้อนกลับมารวมเป็นภาพที่มีสีสันสวยงามครบถ้วน และส่งผ่านเลนส์และส่งไปยังจอภาพ

ข้อดีของระบบนี้คือ แสงที่ส่งออกมาจากหลอดไฟจะถูกดรอปลงน้อยกว่าระบบแรก (แต่ก็ยังถูกดรอปลงไปบ้าง) ทำให้ภาพที่ออกมามีความสว่างและคมชัดมากกว่า และเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีเดิมที่มาปรับใช้ให้ดีขขึ้น ผู้ผลิตแต่ละรายจึงเพิ่มเติมลูกเล่นและความสามารถอื่นๆลงไปได้อีก อีกจุดที่ค่อนข้างได้เปรียบก็คงเป็นเรื่องของราคาที่ถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และถือว่าเมื่อเทียบกับระบบใหม่อย่าง DLP

2. โปรเจกเตแร์แบบ DLP

DLP : Digital Light Processing เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของโปรเจกเตอร์ในปัจจุบัน เกิดจากการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์พิเศษจากบริษัท TI หรือ Texas Instrument ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยได้พัฒนาระบบชิพพิเศษที่ใช้สำหรับโปรเจกเตอร์โดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า DMD : Digital Micro-Mirror Device ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่มหัศจรรย์มาก

หลักการทำงานของระบบนี้คือ การใช้ชิพขนาดเล็กที่ภายในมีส่วนประกอบเป็นกระจกขนาดเล็กมากจำนวนมากมายมหาศาล (480,000 ชิ้นสำหรับความละเอียด 800 * 600 พิกเซล) ความกว้างประมาณ 7 ไมครอน ช่องว่างประมาณ 1 ไมครอน ซึ่งกระจกแต่ละชิ้นก็คือแทนแต่ละพิกเซลที่เป็นส่วนประกอบของภาพที่ส่งออกไป โดยมีความพิเศษตรงที่จะมีมอเตอร์ขนาดเล็กประจำอยู่ที่กระจกแต่ละชิ้น และเมื่อได้รับสัญญาณภาพจากความพิวเตอร์ ชิพตัวนี้จะสั่งให้กระจกขยับบิดเอยีงเป็นมุมเปิดและปิดแยกกันแต่ละตัวโดยอิสระ

ในขณะเดียวกัน ในระบบก็จะหลอดไฟที่มีความสว่างสูง ส่องแสงผ่านฟิลเตอร์ทรงกลมที่มีสี 3 สี ได้แก่ เขียว แดง และน้ำเงิน ซึ่งเจ้าฟิลเตอร์ทรงกลมนี้จะหมุนด้วยความเร็วสูง เพื่อสลับแสงทั้งสามสีไปยังชิพ DMD ที่กำลังทำงานอยู่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อแสงแต่ละสีจะส่งมาแล้ว ก็ถึงคิวชิพที่จะสั่งว่าให้กระจกแต่ละชิ้นบิดมุมเพื่อเปิดหรือปิดรับแสงสีอะไร จากนั้นแสงที่สะท้อนออกมาจากกระจก (800 * 600 ชิ้น)ก็จะถูกรวมเป็นภาพเพื่อส่งผ่านเลนส์ไปยังจอภาพ

ระบบนี้ถือว่าเป็นระบบใหม่ แน่นอนว่าราคาที่ขายตามท้องตลาดอาจจะยังสูงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อเด่นอย่างมากก็คือ การใชกระจกสะท้อนแสงซึ่งมีอัตราการดรอปลงของแสงต่ำมาก แสงที่ส่งออกมาไม่ได้ถูกลดทอนลงไป ระบบนี้จึงคมชัดมาก ในขณะที่มีความร้อนสะสมน้อย เพราะไม่สะสมเหมือน LCD ฟิลเตอร์ แถมในเรื่องของขนาดก็สามารถปรับให้เล็กลงได้อีกเรื่อยๆ จึงเป็นระบบที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และน่าสนใจที่สุด ถ้าไม่ติดว่าราคายังค่อนข้างสูงเพราะใช้ชิพและอุปกรณ์ที่ไฮเทค ที่สำคัญคือเทคโนโลยีนี้ยังผูกขาดกับ TI อยู่รายเดียวเรื่องราคาจึงแข่งขันกันได้ยากครับ

 

คัดลอก, อ้างอิง
www.sanambin.com