เรื่องน่ารู้ของ OverClock

OverClock คืออะไร?
สำหรับคำๆนี้ หลายๆท่านคงคุ้นหู คุ้นตากันมาพอสมควรนะครับ ทั้งจากใน Pantip technical eXchange หรือจากแหล่งอื่นๆ แน่นอนว่า หลายๆท่านก็คงจะรู้จัก คุ้นเคยกับมันแล้ว และก็กำลัง o/c เครื่องของคุณอยู่แน่ๆ แต่ก็คงมีอีกหลายท่านเช่นกัน ที่ยังไม่ทราบ เพราะยังคงอ่านเจอคำถามแบบนี้อยู่บ่อยๆ ใน tech. exchange แล้วก็ มีเมล์มาถามอยู่บ่อยๆ ว่า o/c เนี่ย มันคืออะไร

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ การที่ทำให้อุปกรณ์นั้นๆ ทำงานที่ความเร็วสูงขึ้นจาก spec ที่ทางผู้ผลิตระบุไว้ ( ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำให้อุปกรณ์นั้นๆ ทำงานที่ความเร็วต่ำกว่า spec ก็เรียกว่า LowerClock )

ทำไมถึงมีการ OverClock?
กับคำตอบของคำถามนี้ ตอบง่ายๆ ก็เพราะ ความต้องการของคนเรานั้นมีไม่จำกัด แต่งบใช้จ่ายของคนเรามีจำกัด เพราะฉะนั้น การที่ทำให้เครื่องของเราเร็วขึ้น โดยที่ไม่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือ เสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดนั้น ย่อมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ จริงไหมครับ?

ตอบให้สั้นๆง่ายๆ กับคำถามนี้ ว่าทำไมถึงต้อง o/c? ครับ! คำตอบคำเดียวคือเพื่อ "ความเร็วที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเสียตังค์เพิ่ม หรือเพิ่มเพียงเล็กน้อย"

แล้ว o/c เนี่ย ทำแล้ว มีข้อเสียอะไรบ้างหรือเปล่า? มีแน่ๆครับ สำหรับรายละเอียดผมจะเขียนไว้ในส่วนถัดไปนะครับ แต่ที่แน่ๆ ผลเสียที่เห็นได้ชัดๆ คือ มันทำให้อายุการทำงานของ CPU ( หรือ chip หรือ อุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ) สั้นลง แต่จะสั้นลงเหลือเท่าไร ผมเองก็ไม่อาจระบุได้ เพราะมันขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น o/c มากจากเดิมแค่ไหน , การระบายความร้อนของ case คุณเป็นอย่างไร และอื่นๆ แต่โดยเฉลี่ยเท่าที่ได้ยินมา พบว่าอายุการใช้งานของ CPU จะลดลงเหลือเพียง 5-6 ปี ... แต่เชื่อได้เลย ว่าคุณเปลี่ยน CPU ก่อนที่จะถึงอายุไขของมันแน่ๆ เนื่องจากว่า ปัจจุบันนี้ตลาด CPU มีการแข่งขันกันสูง ทั้งด้านราคา ทั้งด้านความเร็ว และ CPU รุ่นใหม่ๆ ก็ออกมาเร็วมากๆ และในเวลา ไม่นานนัก ราคาก็ตกลงอย่างน่าใจหาย

แต่อย่างไรก็ตาม การ o/c นี้ไม่เป็นที่ยอมรับของบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ( โดยเฉพาะ Intel ) และอาจทำให้ สัญญารับประกันสินค้าเป็นโมฆะได้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากเสี่ยง และ พึงพอใจกับ speed ที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันอยู่แล้ว ก็ไม่ควร o/c ครับ

OverClock กันอย่างไร?
เอาละ หลังจากชั่งน้ำหนัก ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะทำการ o/c ก็มาดูกันดีกว่า ว่ามีขั้นตอน และ ประเภทในการทำอย่างไร

สิ่งแรกเลย ที่ควรเข้าใจ คือการ o/c คือการเพิ่มขีดความสามารถของ CPU และแน่นอน มันมีขีดจำกัดในการเพิ่มด้วย เพราะงั้น การคาดหวังผลสำเร็จในการ o/c ก็ควรจะคาดหวังในระดับที่เป็นไปได้ด้วย จะให้ P-100 o/c เป็น P-200 มัน ก็คงเป็นไปได้ยาก ;-P

เรามาทำความเข้าใจกันอีกอย่างนึงก่อนนะครับ เกี่ยวกับการ o/c ครับ บน mainboard เนี่ย จะมี clock crystal ที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับสัญญาณนาฬิกา เมื่อมันถูก charge ด้วยกระแสไฟฟ้ามันก็จะทำการ oscillate ให้สัญญาณความถี่ที่ต้องการออกมา โดยความถี่นี้มีหน่วยเป็น เมกะเฮิร์ส ( MHz ) ซึ่งความถี่ที่เป็นที่รู้กันเป็นมาตรฐานก็ได้แก่ 33MHz ( 486 ), 40MHz ( 486 ), 50MHz, 60MHz, 66MHz และที่มีมาใหม่ๆ ก็ได้แก่ 68MHz, 75MHz, 83MHz, 100MHz, 103MHz, 112MHz, 124MHz และ 133MHz เราเรียกว่าเป็น external clock ค่าเหล่านี้จะเป็นค่าความถี่ของ Bus ซี่ง Main Memory และ cache จะทำงานที่ ความถี่เหล่านี้ด้วย

ความถี่นี้ สัมพันธ์กับความเร็วของ CPU อย่างไร .. ตัว CPU จะทำงานด้วยความถี่เป็นจำนวนเท่าของ ความถี่ที่ clock crystal oscillate ออกมา งงไหมครับ? ก็คือที่ 50MHz CPU อาจทำงานด้วยความเร็วเป็น 50MHz หรือ 75MHz หรือ 100MHz หรือ 125MHz หรือ แม้แต่ 150MHz หรือมากกว่านั้น ที่ผมกล่าวถึงนี้คือ ตัว Multiplier นั่นเอง ซึ่งค่าของ Multiplier คูณกับ external clock จะเป็นค่าความถี่ของ CPU ที่เรียกว่า internal clock

เอาล่ะ จากที่อ่านๆมา เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ไงๆ ผมก็จะขอสรุปละนะ ว่าสรุปแล้ว ตัวแปรหลักๆ ในการ o/c ที่เกี่ยวข้องกับตัว CPU เนี่ย ก็มีกันอยู่ 2 ตัว คือ
 • ความถี่ของ BUS หรือ FSB
 • ตัว Multiplier
และ อีกตัวหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องนัก แต่เนี่ยหล่ะ มีส่วนทำให้การ OverClock นั้นๆ Stable ขึ้น นั่นก็คือ
 • Vcore หรือ ไฟเลี้ยง CPU ครับ

นั่นแน่ หลายๆท่านคงเริ่มมองออกแล้วสิครับ ว่าจะ o/c กันอย่างไร ใช่ครับ ก็ด้วยการเพิ่ม FSB หรือไม่ก็เพิ่ม Multiplier ไงล่ะ ซึ่งการ set ค่าต่างๆ ถ้าเป็น mainboard รุ่นเก่าๆหน่อย หรือบางยี่ห้อ ก็จะใช้ jumper ในการ set บางรุ่น บางยี่ห้อ ก็ใช้เป็น dip-switch หรือ สำหรับบางยี่ห้อก็สามารถ set ได้ผ่านทาง BIOS เลยก็มี สำหรับการ set ว่าจะ set ยังไง ต้อง set ตรงไหนนั้น คงต้องอ่านจากคู่มือของ mainboard เองนะครับ เพราะแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ก็มีการ set ที่แตกต่างกัน ( สำหรับ mainboard รุ่นหลังๆ นี้ มักจะ screen รายละเอียดการ set FSB, multiplier, Vcore และอื่นๆ ให้บนตัว mainboard อยู่แล้วครับ )

สำหรับการเริ่มต้น o/c จาก CPU ที่เพิ่งซื้อมา ผมแนะนำว่า ควรจะใช้งานตาม spec ที่ระบุไว้จากผู้ผลิตก่อน สักระยะหนึ่ง แล้วค่อย ทำการ o/c ( แต่หากจะ o/c ตั้งแต่แรกเลย ก็ไม่ว่ากัน )

การ o/c ควรจะค่อยๆเริ่มที่ละ step เช่น CPU ของคุณเป็น P-166 ซึ่งก็คือ Multiplier เป็น 2.5 และ FSB เป็น 66 ก็เริ่มจาก set Multiplier จาก 2.5 เป็น 3.0 ก่อน หรือ จาก 66 เป็น 75 ก่อน ถ้ามัน stable ดี ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกทีละ step โดยที่ว่า
 • การเพิ่ม FSB เนี่ย จะทำให้ ความถี่โดยรวมของระบบสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนมันจะมีผลกับอุปกรณ์อื่นๆด้วย
 • การเพิ่ม Multiplier ทำให้ internal clock เพิ่มขึ้นอย่างเดียว ไม่มีผลกับอุปกรณ์ภายนอก

อ้าว! แล้วอย่างนี้จะเพิ่มอะไรดี? สำหรับผมเอง ผมว่าเพิ่ม FSB จะให้ performance ที่สูงกว่า เพิ่ม Mul ณ internal clock เท่าๆกัน เช่น 4.5x66 ( 300MHz ) จะให้ performance โดยรวมน้อยกว่า 4x75 ( 300MHz ) และ ที่ 3x100 ( 300MHz ) ก็จะให้ performance โดยรวมที่ดีกว่าทั้ง 4.5x66 และ 4x75

อืมม ถ้าอย่างนั้น ก็เพิ่ม FSB อย่างเดียวก็พอแล้วนี่ ไม่เห็นจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับ Multiplier เลย ... อันนี้ ต้องเข้าใจว่าการ เพิ่ม FSB นั้นมีผลกับอุปกรณ์อย่างอื่นๆด้วย ทั้ง Memory, cache และ card ต่างๆที่ต่อกับ ISA, PCI หรือแม้แต่ AGP slot ยิ่งเพิ่ม FSB มากๆ อุปกรณ์ต่างๆ นั้นก็ต้องทำงานที่ความถี่ที่สูงจากเดิมด้วย ไม่ใช่เฉพาะแค่ CPU เท่านั้น

ในการใช้ FSB สูงๆ ถึงแม้ CPU จะรับได้ แต่ อุปกรณ์อื่นๆ อาจรับไม่ได้ ทำให้เกิดการ freeze หรือ hang ได้บ่อยๆ หรือแม้แต่ boot ไม่ได้ ก็เป็นได้

สำหรับ chipset BX ของ Intel ที่ออกมานั้น ถูกออกแบบมาให้ใช้ bus 100 MHz ได้อยู่แล้วเพราะฉะนั้น เมื่อใช้ FSB เป็น 100 MHz หรือมากกว่านั้น อุปกรณ์อื่นๆ ก็จะลดผลกระทบเอง โดยลดความถี่การใช้งานลงเป็นอัตราส่วนดังนี้

FSBPCIFSB RatioAGPFSB Ratio
66 MHz33 MHz2:166 MHz1:1
75 MHz37.5 MHz2:175 MHz1: 1
83 MHz41.5 MHz2:183 MHz1:1
100 MHz33.3 MHz3:166 MHz3:2
112 MHz37.3 MHz3:174.6 MHz3:2
124 MHz41.3 MHz3:182.6 MHz3:2
133 MHz44.3 หรือ 33 MHz3:1 หรือ 4:188.6 MHz3:2

Factor อีกตัวหนึ่ง ที่มีผลกับการ o/c ก็คือ ไฟที่ไปหล่อเลี้ยง CPU ... ถึงแม้ว่าปรับ FSB หรือ Mutiplier ขึ้นไปแล้ว แต่หากไฟเลี้ยง CPU ไม่เพียงพอ การ o/c นั้นๆ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ และ ... หากใช้ ไฟเลี้ยงมากเกินไป ก็อาจทำให้ CPU เสียหายได้เช่นกัน

โดยปกติ CPU ของ AMD ตั้งแต่ K6 266MHz เป็นต้นมา ก็เริ่มใช้ Vcore 2.2 Volt แล้ว แต่มันก็สามารถใช้ได้ถึง 2.6 Volt ได้ โดยไม่มีปัญหา เพียงแต่ ความร้อนที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่มขึ้นสูงมากเช่นกัน ในขณะที่ CPU ตระกูล Pentium ของ Intel ตั้งแต่ Pentium MMX เป็นต้นมา ก็ใช้ไฟเลี้ยง 2.8 Volt และ ลดมาเป็น 2.0 Volt ในรุ่นของ Pentium II รุ่นใหม่ๆ และ Celeron ( Pentium II รุ่นแรกๆ ใช้ไฟ 2.8 Volt เท่ากับ Pentium MMX ) แต่ จากที่ทดลองเล่น และ ได้รับฟังมา เจ้า CPU ที่ใช้ 2.8 Volt นี่ ก็สามารถ รับได้ถึง 3.2-3.3 Volt ได้ และ พวก 2.0 Volt ก็สามารถรองรับ ได้ถึง 2.6 Volt ซึ่ง ก็สูงพอควรครับ

สำหรับการปรับแต่ง Vcore ก็กระทำได้เช่นเดียวกับ การปรับค่า FSB และ Multiplier ครับ ก็โดยการ เปลี่ยน DipSwitch หรือ Jumper และ สำหรับ Mainboard บางรุ่น บางยี่ห้อ ก็มี Feature ที่น่าสนใจ กล่าวคือ สามารถ ปรับแต่งค่าต่างๆ ดังกล่าว ผ่านทาง BIOS ได้เลย โดยไม่ต้องไปแตะต้อง ตัว Mainboard เช่น Mainboard ของ ABIT BH6 หรือ BX6 หรือ Mainboard ของ MSI รุ่นใหม่ ก็มี SoftMenu เช่นกัน โดยสามารถปรับ FSB ได้ถึง 153MHz!

องค์ประกอบอื่นๆ ที่มีผลกับความสำเร็จในการ OverClock

แน่นอน การจะ OverClock สำเร็จ นั้น คงไม่ใช่เพียงแค่ว่า boot ขึ้นเห็นตัวเลขตอนหน้าจอ BIOS ได้เพียงแค่นั้น และ/หรือ คงไม่ใช่แค่ว่า boot เข้า windows ได้ เพียงแค่นั้น เป็นแน่ ... มันควรจะรวมถึงความ stable ในการใช้งานด้วย ถึงแม้ว่าจะ OverClock ไปที่ clock สูงๆ ได้ แต่หากว่า boot เข้ามาแล้วใช้งานได้ไม่นาน ก็ hang ซึ่งเหล่านี้ จะเรียกว่าสำเร็จไม่ได้แน่ๆ

งั้นทำอย่างไร ถึงจะประสบความสำเร็จในการ OverClock ล่ะ ... จากประสบการณ์ของผม ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ

การ OverClock ทำได้ 2 วิธีคือ


1. ปรับด้วย Jumper


2. ปรับด้วยโปรแกรมของ Bios


 • จำไว้ว่า " ความสำเร็จในการ OverClock แปรผกผันกับ ความถี่ของ Clock ที่เพิ่มขึ้น " .. งงไหมครับ ... มันก็คือว่า ยิ่งอยาก OverClock ให้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีความสำเร็จลดน้อยลง เพราะงั้น ก็ไม่ควรทำอะไรให้ Over เกินจริง
 • " ความร้อนที่เพิ่มขึ้น แปรผันตรง กับ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น " ... คือ ยิ่งเร็วมากขึ้น อุณหภูมิของ CPU และ ของระบบ ก็ยิ่งสูงมากขึ้น ทำให้อายุการใช้งานโดยรวมต่ำลง และ/หรือ เป็นสาเหตุให้ไม่ stable ( ทำให้เครื่อง hang ) ... ทางแก้ ก็คือ ควรจัดระบบระบายอาการ ระบายความร้อนให้ดี ควรให้มีอากาศไหลเวียน และ ถ่ายเทได้สะดวก ... ยอมเสียตังค์ซื้อพัดลมเพิ่ม อีกไม่กี่บาท ก็ดีนะครับ


เปลี่ยนพัดลม CPU ที่ระบายได้ดีขึ้น


เพิ่มพัดลมระบายอกาศภายใน Case


 • " การ burn-in ก็มีส่วนช่วยให้ OverClock ได้สำเร็จ " ... burn-in? มันก็คือการให้ CPU ทำงานหนักๆ เป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน ก็เหมือนๆ กับการ warm up ของนักกีฬา ก่อนลงสนามแข่งนั่นหล่ะครับ ... ซึ่งการ burn-in นี้ ก็อาจใช้วิธี เปิด Demo หรือ เกมส์ แล้วเล่นใน mode Software Render แล้วเปิด Option ให้มากๆ ยิ่งทำให้ภาพของ Demo หรือ เกมส์ ที่ออกมานั้นกระตุก ได้ ก็แสดงว่า นั่นหล่ะ CPU ทำงาน อย่างเต็มที่แล้ว และ ก็เปิดทิ้งไว้ สัก 4-5 ชม. หรือ มากกว่านั้น ก็ได้ ส่วนผลที่ได้ ก็อาจทำให้คุณ OverClock ที่ ความถี่ ที่แต่เดิมไม่ stable ก็กลับ stable ได้ ... เช่น คุณลอง OverClock Celeron 300A เป็น 504MHz แล้ว ที่ 2.4 Volt แต่ไม่ stable หรือ boot เข้า Windows ไม่ได้ แต่ที่ 464MHz คุณทำได้ ที่ 2.2 Volt คุณก็อาจให้ CPU ทำงานที่ 464MHz ด้วย Vcore 2.4 Volt สัก 4-5 ชม. หรือ มากกว่านั้น ... แล้ว ค่อยลอง ปรับ เป็น 504MHz ซึ่งทีนี้ ก็อาจ boot เข้า windows ได้แล้ว ก็เป็นได้
 • " CAS ของ RAM ก็มีผลกับความ Stable " CAS เป็น Latency เพราะฉะนั้น ยิ่งมีค่ามาก ก็ยิ่งไม่ดี เพราะทำให้การอ่าน/เขียนบน RAM ได้ช้าลง ในทางตรงกันข้าม ถ้า CAS น้อยๆ ก็จะยิ่งทำให้อ่าน/เขียนบท RAM ได้เร็ว .. แต่ ค่าของ CAS นี้ ก็มีผลกับความ Stable อยู่เหมือนกัน หากว่าใช้ FSB สูงๆ แล้ว ฝืนใช้ CAS ต่ำๆ ... ฉะนั้นควรตรวจสอบ spec ของRAM ด้วยว่า ใช้งาน CAS เท่าไร ที่ FSB เท่าไร ... โดยจะหาอ่านได้จาก website ของ ผู้ผลิตนั้นๆ เช่น Hitachi, Samsung, NEC เป็นต้น ... ปกติแล้ว RAM ที่ PC100 จะทำงานด้วย CAS = 2 ที่ FSB = 100 MHz และ CAS=3 ที่ FSB มากกว่า 100 MHz
 • " การปรับแต่งค่าของ BIOS ก็มีผลกับความเร็ว และ ความสำเร็จในการ OverClock เช่นกัน " ... ค่าต่างๆ อาจทดลองปรับได้ เพื่อเลือกหาค่าที่เหมาะสมกับ spec เครื่องที่ใช้อยู่ ซึ่งแต่ละเครื่อง แต่ละ CPU และ แต่ละอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต่อพ่วงกันอยู่ ก็มีความต้องการต่างๆกัน ดังนั้น คงต้องใช้เวลาสักนิด ในการปรับแต่ง ค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะกับ spec และ สำหรับบางค่า ที่พอจะแนะนำได้ก็มี ...
 • CPU L2 cache ECC check : Disable ... เพิ่มความเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบข้อมูลบน L2 cache ของ CPU
 • Video ROM BIOS shadow : Enable... เป็นการนำค่าของ VDO ROM BIOS มาเก็บไว้ใน RAM ซึ่งมี Speed สูงกว่า ทำให้ performance ดีขึ้นเล็กน้อย ... แต่สำหรับ card รุ่นใหม่ๆ ที่ เป็น card มี brand สักหน่อย ก็ไม่จำเป็น เพราะพวกนี้ มักจะใช้ Fast EEPROM ซึ่งมีความไวสูงอยู่แล้ว ดังนั้นหากใช้ card พวกนี้ จะ Disable ก็ได้
 • C8000-CBFFF Shadow และ DC000 - DFFFF Shadow : Disable
 • Video BIOS cacheable : Disable ... คล้ายกับ Video ROM BIOS shadow แต่ จะเอา Information ดังกล่าว ไปเก็บไว้ที่ L2 cache แทน
 • System BIOS cacheable : Enable/Disable ... อันนี้ แล้วแต่ครับ ขึ้นกับ L2 cache ของ CPU ถ้าเป็นพวก Celeron ก็ Disable เถอะ เพราะมี L2 cache น้อยๆ อยู่ แต่หากเป็นพวก Pentium II หรือ AMD K6, K6-2 แล้วละก็ Enable ก็ดีครับ

 

คัดลอก, อ้างอิง
www.sanambin.com