ปัญหาทางไฟฟ้ากับการป้องกันด้วย UPS

UPS (Uninterruptable Power Supply)

คุณคิดว่า คุณใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์รายงาน 1 หน้า ใช้เวลาเท่าไรครับ บางคนอาจจะตอบได้ทันทีว่า 7-10 นาที บางคนอาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น แต่คุณอาจจะใช้เวลามากกว่านั้น ถ้า ไฟฟ้าดับ

สมัยที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เคยเห็นรุ่นพี่ที่นั่งพิมพ์รายงานโปรเจคเพื่อเตรียมส่งอาจารย์ในตอนเช้า ซึ่งแกพิมพ์ตั้งแต่หัวค่ำจนเช้าโดยไม่ได้นอนเลย ปรากฏว่า ประมาณเวลาตี 5 ครึ่ง ในขณะที่งานเกือบจะเสร็จแล้ว ไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ 2-3 ครั้ง รายงานของรุ่นพี่ก็หายไปกับไฟฟ้าด้วย ทำให้รุ่นพี่คนนั้นไม่ได้ส่งรายงานนั้น และมีผลทำให้จบช้าไปอีก 1 เทอม

นอกจากความล่าช้าของงานแล้ว ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์หลายคนมีประสพการณ์เลวร้ายจากปัญหาทางไฟฟ้าขณะที่นั่งทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์โดยปราศจากระบบป้องกันไฟฟ้าที่ดี บ่อยครั้งที่จะต้องสูญเสียข้อมูลอันมีค่าไปโดยไม่คาดคิด (บางคนก็มีประสพการณ์แปลกไปอีกแบบ เคยได้ยินมีคนบ่นให้ฟังถึงการเชียร์บอลอยู่ที่บ้าน แล้ว..ไฟฟ้าดับ) หลายคนถึงกับสูญเสียคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างไปเลย

ในที่นี้ หมายถึง ไม่ว่าพลังงานไฟฟ้าได้รับจะมีสภาพเป็นอย่างไร เครื่อง UPS ก็สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าออกมาเป็นปกติ (ในทางปฏิบัติจะไม่ถึงกับแก้ได้ทุกอย่างเสมอไป) ซึ่งหลักการของ UPS โดยทั่วไปแล้ว จะใช้วิธีการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)เป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC)แล้วเก็บสำรองไว้ใน Battery ส่วนหนึ่ง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นอย่างใดที่ไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับมา ก็จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง(DC)ที่อยู่ใน Battery ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)แล้วจึงจ่ายพลังงานไฟฟ้าออกมาให้ดูเหมือนปกติ

สภาพไฟฟ้าผิดปกติ

ไฟฟ้าดับ (Blackout)
มีใครไม่รู้จักไฟฟ้าดับบ้างครับ ผมคงไม่ต้องบรรยายนะครับว่าไฟฟ้าดับเป็นอย่างไร ไฟฟ้าดับเกิดจากระบบแหล่งจ่ายไฟฟ้าหรือสายส่งได้รับความเสียหายอย่างฉับพลันจนไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ตามปกติ มีผลทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หยุดทำงานทันที รวาทั้งข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ก็หายไปด้วย

ไฟกระชาก (Surges)
มีลักษณะของไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงกว่าระดับแรงดันไฟฟ้าปกติอย่างรุนแรงในเสี้ยววินาที ส่วนใหญ่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่านในบริเวณไกล้แหล่งจ่ายไฟฟ้า ซึ่งผลของไฟฟ้ากระชากจะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทราอนิกส์เสียหายทันที (ดังนั้น เมื่อเกิดฝนตกและฟ้าร้องอย่างหนัก เราควรถอดสายโทรศัพท์ออกจากโมเด็ม)

ไฟเกิน (Over Voltage)
จะเป็นลักษณะที่ระดับแรงดันไฟฟ้าสูงกว่าปกติ (220V) เป็นระยะเวลานาน มักจะเกิดกับพื้นที่ที่อยู่ไกล้โรงจ่ายพลังงานไฟฟ้า หรือ แหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า(รวมทั้งเครื่องปั่นไฟ) จ่ายแรงดันไฟฟ้าออกมามากเกินไป มีผลทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าทุกอย่างเสื่อมคุณภาพลงเร็วกว่าปกติ จากการวิจัย(ไม่ใช่ของผมนะ)พบว่า หากเพิ่มแรงดันไฟฟ้าขึ้น 10% จะทำให้อายุของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปมีอายุที่สั้นลงเกือบครึ่ง

ไฟตก (Brownout)
จะเป็นลักษณะที่ระดับแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่าปกติ (220V) เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง มักจะเกิดกับพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากโรงจ่ายพลังงานไฟฟ้า หรือ เป็นพื้นที่ที่อยู่ไกล้โรงงานที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามากๆ ทำให้มีพลังงานไฟฟ้าไม่พอต่อความต้องการ ทำให้แหล่งจ่ายไฟฟ้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(โดยทั่วไปจะเป็น Switching Power Supply) ต้องทำงานหนักกว่าปกติ ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่างจะมีการทำงานที่ผิดเพี้ยนไป เช่น ถ้าเป็นจอคอมพิวเตอร์จะสังเกตุง่าย เพราะจะมีภาพที่สั่นไหว (สำหรับจอคอมพิวเตอร์ ถ้ามีไฟตกบ่อยๆ จะมีผลทำให้อายุการใช้งานสั้นลงเร็วกกว่าปกติ)

ไฟกระพริบ (Short Interruption)
จะเป็นลักษณะของการที่แรงดันไฟฟ้าได้ขาดหายไปเป็นช่วงๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ มีผลเหมือนกับคุณเปิดปิดคอมพิวเตอร์ถี่ๆหลายๆครั้ง อาจจะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีอายุการใช้งานสั้นลงบ้าง แต่ที่สำคัญคือ ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่จะหายไปหมด และจะต้อง restart เครื่องใหม่

สัญญาณรบกวน (Noise)
แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้กับคอมพิวเตอร์ของคุณจะมีลักษณะไม่เป็นคลื่นที่ราบเรียบ โดยทั่วไปเกิดจากการมีคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนสายส่งหรือระบบจ่ายไฟฟ้า สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป (ซึ่งใช้ Switching Power Supply) จะไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่จะมีผลต่อสายส่งสัญญาณต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไป และมีผลอาจจะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาดได้ (รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆด้วย)

ไฟตกชั่วขณะ (Sag)
มีลักษณะคล้ายกับไฟตก(Brownout)ธรรมดา แต่จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ มักเกิดจากการที่โรงงานไกล้เคียงมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นปริมาณมากในช่วงเวลาสั้นๆ (เช่น การสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้า) อาจจะมีผลทำให้คอมพิวเตอร์แฮงค์ได้

ไฟเกินชั่วขณะ (Over Shoot)
มีลักษณะคล้ายกับไฟเกิน(Over Voltage)ธรรมดา แต่จะเป็นแรงดันที่สูงกว่าปกติมาก และเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ มักเกินจากการที่โรงงานไกล้เคียงมีการหยุดการใช้พลังงานไฟฟ้ากระทันหัน (เช่น การปิดสวิทซ์ของมอเตอร์ไฟฟ้า) มีผลทำให้อายุของอุปกรณ์ไฟฟ้าสั้นลง บางครั้งมีผลทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดเสียหายทันที

การป้องกัน

ในที่นี้ หมายถึงการป้องกันความเสียหายนะครับ ไม่ใช่การป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว เราสามารถป้องกันได้โดยใช้ UPS และ/หรือ Stabilizer

สำหรับ Stabilizer สามารถป้องกันความผิดปกติของไฟฟ้าที่จ่ายให้กับคอมพิวเตอร์ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด เนื่องจาก Stabilizer ทำได้เพียง
 • สามารถยกระดับแรงดันที่ต่ำเกินไปขึ้นให้มีได้แรงดันไฟฟ้าไกล้เคียงกับแรงดันไฟฟ้าปกติ
 • หากมีแรงดันที่สูงเกินไป ก็สามารถลดแรงดันไฟฟ้าให้เหลือแรงดันไฟฟ้าไกล้เคียงปกติ
 • ปรับไฟฟ้าที่มีสัญญาณรบกวนให้ราบเรียบลงได้
 • ไม่สามารถป้องกันไฟดับและไฟกระพริบได้ เนื่องจากไม่มีแรงดันให้ปรับ
 • หากไฟฟ้าที่ได้รับสูงกว่าปกติมากๆ หรือ ต่ำกว่าปกติมากๆ มันจะตัดไฟฟ้าไม่ให้จ่ายออกไปเลย โดยคอมพิวเตอร์จะดับไปเลย (แต่ไม่พัง)

สำหรับ UPS จะมีมากมายหลายแบบ แต่ละแบบก็จะคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป คุณสามารถดูรายละเอียดได้ ที่นี่

ข้อสังเกตุความแตกต่างระหว่าง UPS และ Stabilizer คือ UPS จะมีการเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใน Battery แต่ Stabilizer จะไม่มี Battery ให้สำรองพลังงาน

ปัจจุบัน UPS ที่มีขนาดเล็ก มีราคาต่ำลงมาเกือบเท่า Stabilizer ทำให้ความนิยมของ Stabilizer ลดลง ผู้ใช้หันไปเลือกซื้อ UPS กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม UPS ที่สามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้มากๆมีราคาแพงมาก ทำให้ Stabilizer ยังถือว่ามีความสำคัญอยู่

 

คัดลอก, อ้างอิง
www.sanambin.com