การเลือกซื้อ 3D Card

การ์ด 3D เลือกดีเป็นศรีแก่คอมฯ

เราใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะทำงาน เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ภาพสวย ๆ ที่เราเห็น จะถูกส่งออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Monitor) ซึ่งแน่นอนว่าก่อนที่จะมีภาพต่าง ๆ มาแสดงให้เราเห็นนั้น ต้องผ่านหลากหลายกระบวนการจริง ๆ โดยเฉพาะส่วนประกอบที่สำคัญ คือ การ์ดแสดงผล (Display Adapter) ยิ่งในปัจจุบันมีการ์ดแสดงผลให้เลือกมากมายหลากค่ายหลายยี่ห้อ เลือกกันจนตาลายไปข้างหนึ่ง

ดังนั้น ปัญหาที่ตามมาคือ เราจะเลือกซื้ออย่างไร ก่อนที่เราจะจ่ายเงินไปเพื่อให้ได้การ์ดแสดงผลดี ๆ สักหนึ่งตัวที่เหมาะกับการใช้งานของเรา เราควรจะมองที่ตรงไหนบ้าง คำถามเหล่านี้อาจจะทำให้หลาย ๆ คนเวียนหัวเลือกไม่ถูกไปเลย

4 สิ่งที่ต้องพิจารณา...ในการซื้อการ์ด 3D 1. Interface 2. Chipset & RAM 3. Brandname 4. Option

ทำไมต้องมีการ์ดแสดงผล ?

การ์ดแสดงผลมีหน้าที่หลัก ๆ คือนำเอาข้อมูลดิจิตอล มาแปลงเป็น สัญญาณอนาล็อกเพื่อนำไปแสดงผลบนจอคอมพิวเตอร์ (Monitor) ซึ่งการทำงานของการ์ดแสดงผล มี 2 แบบ Text mode และ Graphic mode
 • ในส่วนของ Text mode นั้น CPU จะส่งข้อมูลมาให้การ์ดแสดงผลเป็นแบบตัวอักษร ซึ่งการ์ดแสดงผลจะมีส่วนที่เป็น Character Generator ในการสร้างภาพให้เกิดขึ้นบนจอภาพ (Monitor)
 • ส่วน Graphic Mode นั้น CPU จะส่งข้อมูลให้กับการ์ดแสดงผลบอกว่าจุดไหนในจอภาพดับ จุดไหนในจอภาพสว่าง และแต่ละจุดที่สว่างนั้นเป็นสีอะไร เพื่อให้แปลงข้อมูลสู่จอภาพเพื่อแสดงผล

Interface ของการ์ดแสดงผล

การเชื่อมต่อของการ์ดแสดงผลเข้ากับ Mainboard เพื่อทำงานร่วมกับส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น ซีพียู แรมนั้นมีหลายแบบเริ่มตั้งแต่ ISA, PCI ซึ่งเป็นระบบบัสแบบเก่าที่ใช้สำหรับการ์ดแสดงผลและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบัน ISA นั้นเริ่มไม่ค่อยเห็นแล้ว ส่วนมากจะมีแค่ 1 ISA ในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ หรือไม่มีไปเลยเพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีอุปกรณ์ที่ต่อทาง ISA แล้ว ส่วน PCIยังเห็นอยู่พอสมควร เพราะยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ยังใช้อินเทอร์เฟซแบบ PCI ไม่ว่าจะเป็น Sound Card, Modem Internal, Card SCSI และอื่น ๆ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาอินเทอร์เฟซที่ใช้สำหรับการ์ดแสดงผลขึ้นใหม่ ซึ่งช่วยให้ส่งผ่านข้อมูลกันเร็วขึ้นนั้นคืออินตอร์เฟซ แบบ AGP เริ่มตั้งแต่ AGP 1X - 4X เลยทีเดียว

Refresh & Resolution

ทั้งสองคำนี้ เกี่ยวข้องกับภาพที่เราเห็นบนจอ Refresh คือ การยิงอิเล็กตรอนเพื่อให้เกิดความสว่าง ไล่จากจุดเริ่มต้นแถวมุมซ้ายบน มายังมุมขวาล่าง โดยจะวัดเป็นความถี่จำนวนเที่ยวต่อวินาที (Hz) ถ้าต่ำเกินไปจอจะกระพริบสั่น เพราะความสว่างลดลงก่อนจะถูกยิงซ้ำ โดยจะอยู่ประมาณ 70-90 Hz ส่วน Resolution เป็นความละเอียดของจอ หรือจำนวนจุดที่สามารถแสดงผลได้ ซึ่งมาตรฐานต่ำสุดขณะนี้อยู่ที่ 1,024 x 768 เรียกว่าจอแบบ XGA ซึ่งทั้ง 2 Re นี้ถูกควบคุมด้วยการ์ดแสดงผล แต่จอเองก็ต้องสนับสนุนด้วย

    

Direct3D & OpenGL

ในการสร้างภาพ 3 มิติเป็นขั้นตอนการสร้างภาพที่ยุ่งยากมากเพื่อให้การประมวลผลเร็วขึ้น จึงได้แบ่งขั้นตอนการสร้างภาพออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วทำงานส่วนที่สามารถทำงานไปพร้อม ๆ กันได้ทำงานไปพร้อม ๆ กันเรียกว่าการทำงานแบบ Pipeline ซึ่งในการทำงานย่อย ๆ นั้นก็จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ API (Application Program Interface) 3 มิติของทางค่ายไหนเช่น Direct3D ของ Microsoft หรือ OpenGL ของ Silicon Graphics ซึ่งจะรวมคำสั่งด้านกราฟิกต่าง ๆ ไว้เพื่อให้โปรเซสเซอร์ในการ์ดแสดงผลทำงาน (GPU : Graphic Processor Unit) ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณตำแหน่งของรูป 3 มิติ การทำแสง ๆ ซึ่งหากการ์ดแสดงผลเราไม่ได้รวมคุณสมบัติ Direct3D หรือ OpenGL เอาไว้ ก็อาจจะใช้ซอฟต์แวร์เป็นตัวประมวลผลได้ แต่ก็จะมีประสิทธิภาพทั้งเรื่องความเร็ว และคุณภาพของภาพ ไม่เท่ากับการใช้การ์ดแสดงผลเป็นผู้ทำงาน

1. Interface

อันดับแรกที่เราต้องรู้ก่อนเลยคือ เรากำลังจะซื้อการ์ดแสดงผลที่มีอินเทอร์เฟซเป็นแบบไหน ISA, VESA, PCI หรือ AGP ไม่ต้องตกใจครับว่าทำไมมีหลายประเภทจัง มันเป็นพัฒนาการของระบบบัสในคอมพิวเตอร์เราครับ คุณสมบัติที่ต่างกันของแต่ละระบบบัสที่สำคัญ ก็คือจำนวนบิตข้อมูลที่ใช้ส่ง และความถี่ในการทำงานที่ต่างกัน การ์ดแสดงผลในปัจจุบันนั้นเราจะพบแบบ AGP เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งใน AGP เองก็มีวิวัฒนาการของตัวมันเองครับ ได้แก่

AGP 1X ทำงานที่ความถี่ 66 MHz ความกว้างของบัส 32 บิต (4 ไบต์) เพราะฉะนั้นจะสามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากที่สุด = 266 MBps (66 x 4 ไบต์)

AGP 2X ต่างจาก APG 2x ที่สามารถส่งข้อมูลได้ทั้งขอบขาขึ้นและขอบขาลงของสัญญาณความถี่บัส จึงอาจจะมองว่ามันส่งข้อมูลที่ความถี่ 133 MHz เพราะฉะนั้นจะสามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกที่สุด = 533 MBps (133 x 4 ไบต์) และรองรับการทำงานใน AGP 1X ด้วย

AGP 4X สามารถส่งข้อมูลได้4ครั้งใน 1สัญญาณความถี่ เพราะฉะนั้นความถี่ที่ส่งข้อมูลจะเท่ากับ 266 MHz จะสามารถส่งข้อมูลได้มากที่สุด = 1064 MBps สามารถรองรับการ ทำงานทั้ง AGP2X และ AGP1X

Slot AGP บน Mainboard

คำถามที่ตามมาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า Mainboard ของเรารองรับ AGP 1X, 2X หรือ 4X วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เราต้องดูที่คู่มือ Mainboard นะครับว่า Mainboard ของเรานั้นรองรับการทำงาน AGP Mode ไหน ถ้าสมมุติว่า Mainboard ของเราทำงานได้สูงสุดที่ Mode 2X แล้วเราซื้อการ์ดแสดงผลแบบ 4X มา ถามว่าเราจะสามารถทำงานได้ไหม คำตอบคือได้ครับ แต่ว่าการ์ดแสดงผลนั้นก็จะกลับไปทำงานที่ 2X แทนที่จะเป็น 4X ส่วนความสามารถอื่น ๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมครับ อาจจะช้าลงไปบ้าง (เทียบกับคนที่ใช้ Mainboard AGP 4X) แต่ก็ยังคงใช้งานได้ไม่มีปัญหา



2. Chipset and RAM

สิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการ์ดแสดงผลนั้นคือ Chipset และหน่วยความจำ ที่ใช้ในการ์ดแสดงผล การเลือก Chipset ไม่ว่าจะเป็น Geforce3, Geforce2 หรือ TNT2 ของทางค่าย nVidia หรือจะเป็น Voodoo ของทางค่าย 3dfx หรือจะเป็น Savage ของ S3 ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของเรามากกว่า ถ้าต้องการซื้อการ์ดแสดงผลเพื่อจุดประสงค์ในการเล่นเกม 3 มิติ หรือการทำงานด้าน 3 มิติ หนัก ๆ เป็นหลัก ก็ควรเลือก Chipset ที่รองรับการทำงานด้าน 3 มิติ สูง ๆ ไม่ว่าจะเป็น OpenGL หรือ Direct 3D ส่วนเรื่องหน่วยความจำที่ใช้ในการ์ดแสดงผลที่เห็นในปัจจุบันมีตั้งแต่ขนาด 8 - 64 MB ชนิดของหน่วยความจำที่นำมาใช้ในปัจจุบันมีทั้งแบบ

SDRAM ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน มีอัตราการส่งข้อมูลโดยประมาณ 528 M/s

SGRAM คือ SDRAM ที่พัฒนาเพื่อใช้กับงานด้าน Graphic โดยเฉพาะ แต่จุดที่ต่างกันก็คือ SGRAM สามารถทำการเขียนข้อมูลได้หลาย ๆ ตำแหน่ง ในสัญญาณนาฬิกาเดียวกัน ตรงนี้เองที่ทำให้ SGRAM มีความเร็วในการแสดงผล และลบหน้าจอได้รวดเร็วมาก

DDR SGRAM พัฒนามาจาก SGRAM โดยสามารถส่งข้อมูลได้ทั้งขาขึ้น และขาลงของสัญญาณความถี่จึงทำให้การส่งข้อมูลมีความเร็วมาก อัตราการส่งข้อมูลประมาณ 1GB/s เลยทีเดียว ถ้าหากเราต้องการอัตรา Refresh สูง ๆ Resolution สูง ๆ เช่นการทำงานด้าน 2 มิติ จำพวก Photoshop หรือโปรแกรม 2 มิติ อื่น ๆ เพื่อความเร็วในการทำงานแล้วเราควรเลือกขนาดหน่วยจำมากกว่า 16 MB ขึ้นไป

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่สามารถจ่ายได้ด้วยว่าเราสามารถจ่ายได้เท่าไร ขอเตือนก่อนซื้อคือคุณควรเอาราคาเทียบกับประสิทธิภาพที่มีและประสิทธิภาพที่ใช้งานจริง ๆ ถ้าคุณต้องการจ่ายเงินสำหรับการ์ดแสดงผลเพื่อใช้งานทั่ว ๆ ไป Microsoft Word, Excel เล่นเกมนิดหน่อย คุณก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสูง ๆสำหรับการ์ดแสดงผลที่นำมาใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพปัจจุบันผู้ผลิตเมนบอร์ด พยายามนำส่วนของการแสดงผลไว้บนเมนบอร์ดเลยที่เรียกกันว่า VGA Onboard โดยใช้ Chipset จำพวก SIS , Savage 3, Savage 4 โดยส่วนใหญ่จะมาแชร์หน่วยความจำหลักของเครื่องไป สามารถกำหนดได้ว่าเราต้องการแชร์เท่าไรตั้งแต่ 1 - 16 MB ซึ่งตามความเห็นแล้วหากทำงานทั่ว ๆ ไป ไม่ได้เล่นเกม 3 มิติ ที่หนักหน่วงจำพวก Quake 3 หรือต้องการแสดงผลที่ละเอียดมาก ๆ ประสิทธิภาพของพวก VGA Onboard นี้ก็สามารถรองรับการทำงานได้แล้ว

3. Brandname

สิ่งที่น่าเวียนหัวที่สุดคือการเลือกยี่ห้อการ์ดแสดงผลนี่แหละครับ เพราะว่าปัจจุบันมีมาหลายยี่ห้อมากไม่ว่าจะเป็น ASUS, Creative, Gigabyte, Winfast, Cardex, Innovation และอื่น ๆ อีกมากมาย ถึงแม้ว่าแต่ละยี่ห้อจะมี Chipset ที่มาจากตัวเดียวกัน หน่วยความจำขนาดเท่ากัน ชนิดเดียวกัน แต่เรื่องของคุณภาพการผลิตความปราณีต คุณภาพของ IC แผงวงจร ส่วนประกอบอื่น ๆ นี้แหละครับ ที่เป็นผลทำให้แต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ในเรื่องประสิทธิภาพ ความเสถียรในการทำงาน และอายุการใช้งาน และอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องดูก็คือเรื่องของการรับประกัน และการ Support หลังการขาย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราคาดหวังการบริการของร้านทั่วไปตามศูนย์ไอทีนะครับ แต่หมายถึงการ Support จากบริษัทที่ผลิตการ์ดแสดงผลนั้นเลย มีเว็บไซต์หรือเปล่า มีการ อัพเดตข้อมูลในเว็บไซต์ขนาดไหน มีไดรเวอร์ให้อัพเดต เว็บไซต์ ไหม สิ่งเหล่านี้สำคัญครับ ผมเคยเห็นแก่ของถูก คือไปซื้อการ์ดแสดงผลมารุ่นหนึ่ง ยี่ห้อนี่ไม่คุ้นหูกันเลย คู่มือก็ไม่มี มีแต่ตัวการ์ด เอาราคาถูกเข้าว่านะครับ ซื้อมาก็ไม่รู้ว่าจะไปอัพเดตไดรเวอร์ที่ไหน กว่าจะหาไดรเวอร์ตัวที่เทียบเคียงได้นี่นานเอาการอยู่ ดาวน์โหลดมาลองเยอะมาก จนได้แหละครับ

    


Asus V6800 กับ Option VR 3D Glasses,TV In, TV Out

4. Option

Option ต่าง ๆ บนตัวการ์ดแสดงผลนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติการแสดงภาพออก TV (TV Out) หรือการเอาสัญญาณ TV เข้ามาแสดงในจอคอมพิวเตอร์ (TV Tuner) บางท่านอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง แต่ความจำเป็นของแต่ละคนนี่ก็ไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าราคาต่างกันไม่มากเกินไป (ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์) พวกคุณสมบัติเหล่านี้ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะครับ

ในการเลือกหาการ์ดแสดงผลสักตัวให้ถูกใจทั้งด้านการทำงาน และด้านเงินด้วยนี้ เราควรจะถามตัวเองก่อนว่า เราต้องการใช้งานแบบไหน ต้องการความสามารถ 3 มิติ หรือ 2 มิติ มากน้อยเพียงใด ต้องการทำงานในความละเอียด (Resolution) อัตรา Refresh ขนาดไหน จากนั้นก็เลือกการ์ดแสดงผลที่ตรงกับการทำงานดีกว่า ไม่มีคำว่าเก่าเกินไป หรือตกรุ่นหรอกครับ ซื้อหาใช้แต่พอเพียงเหมาะสมลงตัวกับการใช้งานอย่างคุ้มค่านั้นแหละยอดที่สุด

 

คัดลอก, อ้างอิง
www.sanambin.com