การเลือกซื้อ UPS

     UPS มีอยู่ด้วยกันสองแบบหลักๆคือ Off-Line UPS และ On-Line UPS แบบที่เป็น Off-Line นั้นจะสำรองไฟอย่างเดียวเมื่อไฟดับ ซึ่งจะไม่ช่วยปรับสภาพไฟฟ้า เช่น ไฟตก ไฟเกิน แต่ในเมืองไทย UPS ที่มีขายเกือบทั้งหมดก็จะเป็นแบบ On-Line ซึ่งจะมีส่วนประกอบสำคัญคือ Stabilizer ที่ช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสม

กำลังของ UPS (มีหน่วยเป็น VA)

การเลือกซื้อ UPS ว่าควรจะใช้ซักกี่ VA นั้น ให้ลองประมาณว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นกินไฟฟ้าซักกี่ Watts แล้วเอาค่า Watts ที่คุณต้องใช้ไปหารด้วยค่า Power Factor จะได้เป็นค่า VA ออกมา กรณีที่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป เช่น TV จะมีบอกขนาด Watts ให้คุณรู้เลย แต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ คุณก็ต้องเดาแล้วล่ะครับ

สมมุติว่า คุณคิดว่าคอมพิวเตอร์ของคุณกินกำลังไฟฟ้า 250 Watts และ Power Factor ของ UPS ที่คุณกำลังเลือกใช้มีค่าเป็น 0.7 กรณีนี้ คุณเอา 250 Watts/0.7 = 357.14 VA ถ้าหากว่าคุณเลือก UPS ที่มีขนาด 400 VA ก็ยังสามารถใช้งานได้ แต่ว่าจะน่าหวาดเสียวเกินไปหน่อย คุณควรจะเผื่อไว้ซักเท่าครึ่ง อาจจะเป็น 500VA ก็ได้ หรือถ้าคุณต้องการให้มันสำรองไฟฟ้านานหน่อย ก็เลือกเป็นแบบ 600 VA ซะเลย

อย่างไรก็ตาม หากคุณเลือกใช้ UPS ที่มีกำลังมากเกินไปก็ไม่ได้ช่วยยืดอายุการใช้งานหลังไฟฟ้าดับให้มากขึ้นซักเท่าไรนะครับ ขึ้นอยู่กับการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าของวงจรที่อยู่ใน UPS รุ่นนั้นๆด้วย เช่น หากคุณใช้ UPS ขนาด 500VA สามารถสำรองกระแสไฟฟ้าได้ 10 นาที แล้วคุณเปลี่ยนมาใช้ UPS ขนาด 1000VA อาจจะสำรองไฟฟ้าได้เพียง 17 นาที เท่านั้นเอง

     ความจุของ UPS นั้นจะบอกเป็น VA ซึ่งทำให้เราๆท่านๆสับสนเพราะไม่สามารถคำนวนได้ว่ามันจุเท่าไหร่ ผมจะแนะนำวิธีการที่จะใช้ดูความสามารถของ UPS โดยการดูที่ Power Factor ซึ่งแทบทุกยี่ห้อจะบอกไว้ เมื่อเราได้ค่า Power Factor ของ UPS ตัวนั้นแล้วให้นำมาคูณกับค่า VA จะทำให้ได้หน่วยเป็น Watt ที่ UPS ตัวนั้นๆสามารถรองรับได้

ตัวอย่างที่ 1 UPS ยี่ห้อหนึ่งขนาด 500 VA มี Power Factor 0.6
UPS ตัวนี้จะสามารถรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ 500 x 0.6 = 300 Watt

ตัวอย่างที่ 2 UPS ยี่ห้อหนึ่งขนาด 500 VA มี Power Factor 0.8
UPS ตัวนี้จะสามารถรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ 500 x 0.8 = 400 Watt

     ในการเลือกที่ Watt นั้นจะทำให้เราทราบความสามารถของ UPS แต่จะต้องคำนึงถึงรายละเอียดอื่นๆด้วย เช่น ความสามารถในการปรับแรงดันไฟฟ้า ความสามารถในการสำรองไฟฟ้า ความถี่ของไฟฟ้า ฯลฯ

ความสามารถในการปรับแรงดันไฟฟ้า
จะต้องดูในส่วนของ Protection ว่าจะสามารถปรับแรงดันไฟฟ้า (Volt) ให้เราได้ในระดับไหน เมื่อไฟตกหรือไฟเกิน จะบอกเป็นค่า ? เช่น ? 20% ซึ่งหากไฟตกหรือไฟเกินในช่วง ? 20% นี้ UPS จะปรับแรงดันไฟฟ้าให้เราที่ 220 Volt โดยใช้ Stabilizer ซึ่งความสามารถของ Stabilizer จะต้องดูที่ Output ในส่วนของ Voltage Stabilizer ว่าจะปรับ Volt ให้คงที่ในระดับไหน เช่น ? 10%

ความสามารถในการสำรองไฟฟ้า
หากเกิดไฟดับหรือเกินความสามารถที่ UPS จะทำการปรับแรงดันไฟฟ้า UPS จะทำการจ่ายไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ซึ่งความสามารถในการจ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่นั้นจะต้องดูที่ Output ในส่วนของ Voltage Backup จะบอกไว้เป็นค่า ? เช่นเดียวกับ Voltage Stabilizer แต่อาจจะมีค่า ? ไม่เท่ากับของ Voltage Stabilizer

ความถี่ของไฟฟ้า
ในบ้านเรานั้นใช้ไฟฟ้าความถี่ 50 Hz ซึ่ง UPS จะต้องสร้างความถี่นี้ขึ้นมาเพื่อให้เหมือนไฟฟ้าจริงๆ โดยจะบอกไว้เป็นค่า ? อีกเช่นกัน ที่สำคัญอีกอย่างเกี่ยวกับความถี่นั้นคือรูปคลื่น (Wave form) ในเครื่อง UPS ระดับทั่วไปนั้นจะใช้ Simulate Sinewave แต่ในระดับสูงๆจะสร้างรูปคลื่นแบบ Pure Sinewave

จำนวนปลั๊กไฟฟ้า
อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่สำคัญมาก แต่ก็พิจรณาไว้หน่อยก็แล้วกัน บางคนจำเป็นต้องใช้ปลั๊กสำหรับตัวเครื่องและจอภาพเท่านั้น บางคนเผื่อไว้สำหรับ modem ด้วย(ก็ถือว่าสำคัญ)
สำหรับ Scanner และ Printer นั้น ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องสำรองไฟฟ้าให้มัน เอาไว้รอไฟฟ้ามาตามปกติแล้วค่อยทำงานต่อก็ได้ แนะนำอย่างยิ่งสำหรับ Laser Printer มันจะดึงไฟฟ้าจำนวนมากจาก UPS ดังนั้น คุณไม่ควร(เป็นอย่างยิ่ง)ที่จะสำรองไฟฟ้าให้ Laser Printer
บางที คุณอาจจะยกเว้นให้ InkJet Printer ก็ได้ เนื่องจาก Ink Jet มีค่าใช้จ่ายต่อแผ่นที่ค่อนข้างแพง และหากไฟดับกลางคัน มีผลให้กระดาษติดและเอาออกยาก เราจึงยกเว้นให้เป็นอุปกรณ์ที่แนะนำให้ต่อ UPS ไว้ ซึ่งก็คงไม่เป็นไร เพราะ InkJet Printer กินไฟฟ้าไม่มากนัก

ปลั๊กพิเศษอื่นๆ
ปลั๊กพิเศษอื่นๆ เช่น ช่องสำหรับเสียบสายโทรศัพท์สำหรับโมเด็ม ก็ถือว่าเป็นสิ่งค่อนข้างจำเป็น เพราะมันสามารถป้องกันความเสียหายจากฟ้าผ่านเข้ามาทางสายโทรศัพท์ได้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะป้องกันได้ไม่มากนัก แต่ว่ายังดีกว่าปล่อยให้กระแสไฟฟ้าแรงสูงจากฟ้าผ่าผ่านเข้ามาหาคอมพิวเตอร์ได้ตรงๆโดยไม่มีอะไรป้องกันเลย

ซอฟต์แวร์พิเศษ
อันนี้ แน่นอน คุณมีซอฟต์แวร์พิเศษแล้ว คุณควรจะมีช่องสำหรับเสียบสายสัญญาณ (แล้วก็ต้องแถมสายมาด้วยนะ)
คนไทยไม่ค่อยใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้นัก แต่อาจจะสำคัญในกรณีไฟดับเป็นระยะเวลานานมากจนพลังงานไฟฟ้าใน Battery ของ UPS หมด โดยไม่มีใครช่วย Shutdown ในกรณีนี้ หากคุณมีซอฟต์แวร์ดังกล่าวแล้ว มันจะช่วยบันทึกข้อมูลสำคัญของคุณไว้แล้วจัดการ Shutdown คอมพิวเตอร์ของคุณให้เรียบร้อยก่อนที่พลังงานไฟฟ้าใน Battery ของ UPS จะหมด

เงื่อนไขการรับประกัน
อันนี้ใครเถียงว่าไม่สำคัญ สำหรับผมแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียว คุณลองพิจรณาดู
ระยะเวลารับประกัน บางยี่ห้อรับประกัน 1 ปี บางยี่ห้อรับประกันนานกว่านั้น
ชิ้นส่วนที่จะรับประกัน เช่น บางยี่ห้อไม่รับประกัน Battery
การใช้งานในสภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น บางยี่ห้อจะไม่รับประกันการใช้งานในพื้นที่ที่มีไฟตกไฟเกินบ่อยๆ ในขณะที่บางยี่ห้อจะถือว่าต้องรับประกันเพราะขึ้นอยู่กับความสามารถของ UPS สำหรับ UPS ที่มีคุณภาพดี ต้องสามารถรองรับสภาวะแวดล้อมต่างๆได้ดี

คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ
แต่ละยี่ห้อ จะมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆแตกต่างกันไป ลองพิจรณาตามความเหมาะสม
ูปทรงหรือรูปร่างสวยงาม มีสีเข้ากับสิ่งแวดล้อม
มีปุ่ม Test Battery
สามารถส่งเสียงร้องเตือนว่าทำงานเกินกำลังโดยไม่ต้องรอให้ไฟดับเสียก่อน
มีระดับแสดงพลังงานไฟฟ้าที่เหลือ (Battery Level)
มีระดับแสดงกำลังไฟฟ้าที่กำลังใช้งานอยู่ (Load Level)
สามารถตั้งเวลาปิด และ/หรือ ตั้งเวลาเปิด ได้ (Schdule)
ฯลฯ เยอะแยะเลย

ข้อแนะนำ
ในการพิจารณาค่า ? ต่างๆนั้นในส่วนของ Output ยิ่งน้อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี เพราะจะสามารถปรับไฟฟ้าขาออกให้เหมือนไฟฟ้าจริงๆมากที่สุด ค่า Voltage ในส่วนของ Protection ยิ่งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี เพราะจะช่วยปรับแรงดันอันเกิดจากไฟตกหรือไฟเกินโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ส่วน Wave form นั้นใน UPS ระดับทั่วไปจะเป็น Simulate Sinewave ซึ่ง Pure Sinewave จะมีราคาแพงกว่า ค่า Power Factor นั้นยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะทำให้เราได้ Watt มาก ค่าต่างๆที่บอกไปแล้วยิ่งดีมากยิ่งทำให้ UPS แพงมากตามไปด้วย UPS ที่ดีๆขนาดแค่ 500 VA อาจจะมีราคาเป็นหมื่น

 

คัดลอก, อ้างอิง
www.sanambin.com